วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทที่ 5 E-Commerce


บทที่ 5 E-Commerce

ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Business)
              คือกระบวนการดำเนินธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีเครือข่ายที่เรียกว่าองค์การเครือข่ายร่วม (Internetworked Network) ไม่ว่าจะเป็นการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce) การติดต่อสื่อสารและการทำงานร่วมกัน หรือแม้แต่ระบบธุรกิจภายในองค์กร พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic commerce) คือ การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในทุกช่องทางที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร โดยการลดบทบาทองค์ประกอบทางธุรกิจลง เช่น ทำเลที่ตั้ง อาคารประกอบการ โกดังเก็บสินค้า ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงานขาย พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้า เป็นต้น จึงลดข้อจำกัดของระยะทาง และเวลาลงได้

การประยุกต์ใช้ (E-COMMERCE APPLICATION)
-                   การค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ (E-RETAILING)
-                   การโฆษณาอิเล็กทรอนิกส์ (E-ADVERTISEMENT)
-                   การประมูลอิเล็กทรอนิกส์ (E-AUCTIONS)
-                   การบริการอิเล็กทรอนิกส์ (E-SERVICE)
-                   รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-GOVERNMENT)
-                   การพาณิชย์ผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่        
-                   (M-COMMERCE : MOBILE COMMERCE)


                โครงสร้างพื้นฐาน (E-COMMERCE INFRASTRUCTURE)
องค์ประกอบหลักสำคัญด้านเทคโนโลยีพื้นฐาน ที่จะนำมาใช้เพื่อการพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนได้แก่

-                   ระบบเครือข่าย (NETWORK)

-                   ช่องทางการติดต่อสื่อสาร (CHANEL OF COMMUNICATION)

-                   การจัดรูปแบบและการเผยแพร่เนื้อหา (FORMAT & CONTENT PUBLISHING)

-                   การรักษาความปลอดภัย (SECURITY)

                 แบบจำลองทางธุรกิจหมายถึง วิธีการดำเนินการทางธุรกิจที่ช่วยสร้างรายได้ อันจะทำให้บริษัทอยู่ต่อไปได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงกิจกรรมที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม (VALUE ADD)ให้กับสินค้าและบริการ วิธี การที่องค์กรคิดค้นขึ้นมาเพื่อประยุกต์ใช้ทรัพยากรขององค์กรอย่างเต็มที่ อันจะก่อให้เกิดผลกำไรสูงสุดและเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการธุรกิจที่ใช้ E-COMMERCE ในการเพิ่ม PRODUCTIVITY รูปแบบในการใช้ E-COMMERCE ในการเพิ่ม PRODUCTIVITY ที่มีประสิทธิผลมากที่สุดมักได้แก่ การบริหารซัพพลายเชน (SUPPLY CHAIN MANAGEMENT) และการให้บริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CUSTOMER RELATIONSHIP MANAGEMENT) ตัวอย่างของการบริหารซัพพลายเชนในกรณีศึกษาได้แก่DELL (คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล), BOEING (เครื่องบิน), TESCO (ของชำ), W.W.GRAINGER (สินค้า MRO), และ GMBUYPOWER (ยานยนต์) ระบบบริหารซัพพลายเชนดังกล่าวมักจะช่วยลดต้นทุนในการติดต่อกับซัพพลายเออร์ ลดต้นทุนการบริหารคลังสินค้า (INVENTORY) เนื่อง จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ผลิตและซัพพลายเออร์จะช่วยให้สามารถคาดการ ยอดขายได้ดีขึ้น ตลอดจนลดเวลาในการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าส่วนตัว อย่างของการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่นำเสนอในการศึกษาได้แก่ CISCO(อุปกรณ์โทรคมนาคม) SOUTHERN AIRLINES (สายการบิน) WELLS FARGO (ธนาคาร), GE APPLIANCE (ศูนย์บริการลูกค้า), DAIMLERCHRYSLER (ยานยนต์), THE VALUE SYSTEM (เทคโนโลยีสารสนเทศ) และ CEMENT THAI ONLINE (อุปกรณ์ ก่อสร้าง) ระบบบริการลูกค้าสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถให้บริการ ลูกค้าโดยมีต้นทุนที่ลดลงจากการลดพนักงาน หรือสำนักงานทางกายภาพ ในขณะที่สามารถเพิ่มหรือรักษาระดับความพึงพอใจของลูกค้าได้การเพิ่มผลิตภาพ ของธุรกิจจากการนำเอาระบบ E-COMMERCE มาใช้ในทั้งสองลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจจาก E-COMMERCE จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากธุรกิจไม่มีระบบภายใน (BACK OFFICE) ที่พร้อม ซึ่งถือเป็นปัจจัยในความสำเร็จที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งข้อแตกต่างระหว่างการทำธุรกิจทั่วไปกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ข้อดี

-                   สามารถเปิดดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมง

-                   สามารถดำเนินการค้าขายได้อย่างอิสระทั่วโลก

-                   ใช้ต้นทุนในการลงทุนต่ำ

-                   ไม่ต้องเสียค่าเดินทางในระหว่างการดำเนินการ

-                   ง่ายต่อการประชาสัมพันธ์ และยังสามารถประชาสัมพันธ์ในครั้งเดียวแต่ไปได้ทั่วโลก

-                   สามารถเข้าถึงลูกค้าที่ใช้บริการอินเทอร์เนตได้ง่าย

-                   ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย

-                   ไม่จำเป็นต้องเปิดเป็นร้านขายสินค้าจริงๆ

ข้อเสีย

-                   ต้องมีระบบการรักษาความปลอดภัยของระบบที่มีประสิทธิภาพ

-                   ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าที่ไม่ได้ใช้บริการอินเทอร์เนตได้ 

-                   ขาดความเชื่อมั่นในเรื่องการชำระเงินผ่านทางบัตรเครดิต

-                   ขาดกฎหมายรองรับในเรื่องการดำเนินการธุรกิจขายสินค้าแบบออนไลน์

บทที่ 9 E-government


บทที่ 9 E-government 
E-government วิธีการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ โดยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสื่อสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ ดำเนินงานภาครัฐ ปรับปรุงการบริการแก่ประชาชน

                e-Commerce คือบริการทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบ B2C และ B2B เป็นหลัก e-Government จะเป็นแบบ G2G G2B และ G2C ระบบต้องมีความมั่นคงปลอดภัยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ

การแบ่งกลุ่มตามผู้รับบริการของ e-Government G2G : ภาครัฐสู่ภาครัฐด้วยกัน
(Government to Government)
                G2C : ภาครัฐสู่ประชาชน (Government to Citizen)
                G2B : ภาครัฐสู่ภาคธุรกิจ (Government to Business)
                G2E : ภาครัฐสู่ภาคข้าราชการและพนักงานของรัฐ(Government to Employee)
                G2G : ภาครัฐสู่ภาครัฐด้วยกัน (Government to Government)เป็น รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปมากของหน่วยราชการ ที่การติดต่อสื่อสารระหว่างกันโดยกระดาษและลายเซ็นต์ในระบบเดิมในระบบราชการ เดิม จะมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วยการใช้ระบบเครือข่ายสารสนเทศ และ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นทาง การ
                G2G : ภาครัฐสู่ภาครัฐด้วยกัน (Government to Government)เป็น รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปมากของหน่วยราชการ ที่การติดต่อสื่อสารระหว่างกันโดยกระดาษและลายเซ็นต์ในระบบเดิมในระบบราชการ เดิม จะมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วยการใช้ระบบเครือข่ายสารสนเทศ และ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นทาง การ
                G2B : ภาครัฐสู่ภาคธุรกิจ (Government to Business)เป็น การให้บริการภาคธุรกิจเอกชน โดยที่รัฐจะอำนวยความสะดวกต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันกันโดย ความเร็วสูง มีประสิทธิภาพ และมีข้อมูลที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส
                G2E : ภาครัฐสู่ภาคข้าราชการและพนักงานของรัฐ  (Government to Employee)เป็น การให้บริการที่จำเป็นของพนักงานของรัฐ (Employee) กับรัฐบาล โดยที่จะสร้างระบบเพื่อช่วยให้เกิดเครื่องมือที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน และการดำรงชีวิต

เงื่อนไขการพัฒนา e-Government โดยมีผลสำเร็จตรงกับความต้องการของประชาชน
                - E-Governance จะต้องมีการพัฒนา ใช้ประโยชน์ และบังคับใช้นโยบาย กฎหมาย และกฎระเบียบอื่นใดที่จำเป็นต่อการสนับสนุนการทำงานของสังคมและเศรษฐกิจใหม่
                - Digital Society สังคมดิจิตอล เป็นสังคมและชุมชนที่ก้าวหน้าทางวิทยาการ ที่ประชาคมในกลุ่มสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับชีวิตประจำวัน
                - Digital Divide เป็นผลจากสังคมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีประชาชนกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต ทำให้ประชาชนกลุ่มนี้ด้อยโอกาสและไม่สามารถเข้าถึงบริการ และข้อมูลข่าวสารที่รัฐพึงจัดหาให้
เงื่อนไขการพัฒนา e-Government โดยมีผลสำเร็จตรงกับความต้องการของประชาชน  
- เพิ่มขีดความสามารถของประชาชนจำนวนมาก ให้เข้าถึงบริการของรัฐ
 - เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและหน่วยราชการ

 - เพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการทำงานราชการ และปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ของระบบราชการต่อเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
 
- เพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนในการรับบริการอย่างปลอดภัย และเป็นส่วนตัว

สิ่งที่ e-Government ไม่ได้เป็น e-Government ไม่ได้เป็นยาสารพัดโรคในทุกปัญหาที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งประเทศที่มีการพัฒนา e-Government ในระดับสูงสุด ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างหมดสิ้น
                การเกิดของ e-Government ไม่ใช่เพียงการซื้ออุปกรณ์สารสนเทศ จะต้องมีการพัฒนาทั้งระบบ
ทำไมจึงต้องมี e-Government
                ทำไมจึงต้องมี e-Government ในโลกยุคไร้พรมแดนนั้น e-Commerce ถือว่าเป็นยุทธวิธีสำคัญในการแข่งขันเกี่ยวกับการค้า การผลิต และการบริการ จึงทำให้เกิดคำว่า B to C (Business to Consumer) ในขณะเดียวกันประเทศต่างๆ เริ่มมองเห็นว่า แม้จะพัฒนา e-Commerce ให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นเพียงใดก็ตาม ถ้าขาดเสียซึ่งตัว G (Government) ก็จะขาดความคล่องตัวไปด้วย
ลักษณะการให้บริการของ e-Government - ที่เดียว
                 - ทันใด
               - ทั่วไทย
               - ทุกเวลา
                 - ทั่วถึงและเท่าเทียม
                 - โปร่งใสและเป็นธรรมาภิบาล
ระดับการพัฒนา ของการให้บริการ e-Government 
                - Information เป็นระยะเริ่มต้นของ e-Government โดยเป็นระดับที่ส่วนราชการต่าง ๆ มีเว็บไซต์ให้บริการข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชน โดยที่ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นต้องมีความถูกต้อง มีคุณค่าต่อการใช้งานและมีความทันสมัย
                - Interaction เป็นระยะที่สองของการพัฒนา e-Government โดยที่ระยะนี้ เว็บไซต์ของส่วนราชการต่าง ๆ สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับประชาชน เช่น บริการสืบค้นข้อมูล สร้างส่วนโต้ตอบกับประชาชน หรือ การสร้าง Web board ขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถฝากข้อความ ปัญหา ข้อสงสัย และมีการตอบกลับ หรือติดตามในเวลาที่เหมาะสม
                - Interchange Transaction ระยะนี้ เว็บไซต์ต่าง ๆ จะต้องสามารถดำเนินธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยสมบูรณ์ในตัวเอง เช่น เดียวกับร้านค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถดำเนินกิจกรรมซื้อขาย และชำระเงิน ตลอดจนส่งสินค้า ได้ในการทำธุรกรรมเดียว ในกรณีของรัฐ การชำระภาษี Online การจ่ายค่าปรับจราจร การดำเนินการนี้จะเป็นการตัดตอนการให้บริการของรัฐหลายอย่างที่ไม่จำเป็นที่ ประชาชนต้องเดินทางไปทำ ธุรกรรมด้วยตนเอง
                - Integration เป็นปฏิรูปการให้บริการของรับที่เคยเป็นองค์กรที่ไม่เชื่อมต่อกัน (Information Island) ขั้นตอนนี้จะเป็นการบูรณาการแนวราบของงานบริการ (Collaboration) ที่มีผู้ให้บริการที่มากกว่าหนึ่งหน่วยงานร่วมกันพัฒนาระบบให้มีหน้าต่าง เดียว (single window) สำหรับให้ประชาชนสามารถติดต่อได้ที่คลิกเดียวในการรับบริการจากหลายหน่วยงาน เช่น การเปิดร้านอาหาร ที่ต้องติดต่อ หน่วยงานมากกว่า สามหน่วยงาน ในสามกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกรุงเทพมหานคร เป็นต้น
                - Intelligence เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะพัฒนาให้ e-Government สามารถดำเนินการได้ โดยการพัฒนาซอฟท์แวร์ประเภท Intelligent Agent ขึ้นในระบบ โดยในระดับนี้ เว็บไซต์ต่าง ๆ สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของประชาชนที่มาใช้บริการ โดยที่ประชาชนสามารถเลือกรูปแบบข้อมูลที่ตนต้องการ (Personalized e-Services) หรือ ข้อมูลที่สรรหามาเพื่อให้ประชาชนในกลุ่มที่สนใจเรื่องเดียวกันให้ทราบ
                โครงการที่ส่งเสริมการพัฒนารัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย - โครงการพัฒนาบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย (Multi-application smart ID card)
                 - โครงการพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Procurement)
                 - โครงการพัฒนาและจัดทำมาตรฐานซอฟต์แวร์กลางเพื่อการบริหารของภาครัฐ (ระบบ Back Office)
                 - โครงการจัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ (Government Data Exchange : GDX)
                 - โครงการจัดทำโครงการพื้นฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ (National Spatial Data Infrastructure)
               - โครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
ประเภทของบริการ e-government - เผยแพร่ข้อมูล
                 - บริการพื้นฐาน อาทิ ทำบัตรประชาชน จดทะเบียน ขอใบอนุญาต เสียภาษี ฯลฯ
                 - ติดต่อสื่อสารกับผู้รับบริการทางอีเมล์ เครื่องมือสื่อสารไร้สาย ฯลฯ
                 - รับเรื่องราวร้องทุกข์
                 - ประมวลผลข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
                 - บริการรับชำระเงิน
                 - สำรวจความคิดเห็น
                 - ฯลฯ
องค์ประกอบของ e-Government
1. ความพร้อมของผู้นำ
                 เรื่องของ e-Government เป็นการทำงานที่จะต้องใช้การตัดสินใจของผู้บริหารประเทศในลักษณะของ Top down ในระดับสูง
2.ความพร้อมในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน
                การทำให้เกิด e-Government จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเข้าถึงการให้บริการ โดยสามารถแยกออกได้เป็นความพร้อมของเรื่องต่าง ๆ
                              - โครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ที่พร้อมใช้เพื่อการสื่อสาร และสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทั่วถึง และเท่าเทียม
                             - ฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ (Hardware and Software) ต้องมีอย่างพอเพียงเพื่อให้ทั้งภาครัฐ และประชาชนสามารถใช้เครื่องมือในการให้บริการของภาครัฐ และภาคประชาชนในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ที่รัฐจัดทำให้
                             - ทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources) ข้าราชการ และประชาชนจะต้องมีการพัฒนาทักษะ และเรียนรู้ที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติงาน
                               - เนื้อหา และสื่อ (Content) จะต้องมีการพัฒนาเนื้อหา ที่เป็นภาษาไทย (Local Content) จะต้องมีการปรับแต่งให้เหมาะสมกับเทคโนโลยี
3. ความพร้อมของภาครัฐบาล
             วันนี้รัฐบาลไทยได้มีกฎกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อเป็นเจ้าภาพในการประสานงาน (Collaboration) และบูรณาการ (Integration) เพื่อให้เกิด e-Government
4. ความพร้อมของประชาชนและสิ่งแวดล้อม
             ความสำเร็จของ e-Government ที่แท้จริงจะต้องมีเป้าหมายคือ ทำเพื่อประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ดังนั้น "ความสำเร็จของการออกแบบ e-Government คือ การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง"

ประเทศไทยแบ่งกลุ่มการให้บริการต่อประชาชนเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่ม
                 - กลุ่มผู้มีความรู้ระดับสูง (Knowledge Worker) เป็นกลุ่มที่มีความสามารถทางปัญญา และมีโอกาสในการศึกษาสูงในประเทศ กลุ่มนี้เป็นประชากรที่มีความพร้อม และความคาดหวังสูงต่อการให้บริการ e-Government ของรัฐบาล ประมาณ 10 % ของประชาชน
                  - กลุ่มผู้มีความรู้ปานกลาง ได้แก่ ผู้ประกอบการ ขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) ประชาชนทั่วไป ตลอดจนนิสิตนักศึกษา ประมาณ 30 % ของประชากรกลุ่มนี้อาจจะมีเครื่องมือเป็นของตนเอง หรือ สามารถเข้าถึงร้านอินเทอร์เน็ต หรือสถานที่บริการของรัฐในโครงการอินเทอร์เน็ตตำบลได้
                  - กลุ่มผู้มีความรู้น้อย และด้อยโอกาส เป็นผู้ที่มีรายได้น้อย การศึกษาน้อย มีโอกาสการเข้าถึงการศึกษา และมีโอกาสทางธุรกิจต่ำ พวกนี้ยังรวมไปถึงผู้ใช้แรงงาน คนพิการในรูปแบบต่าง ๆ และเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ในชนบทที่ห่างไกล ประเทศไทยมีคนกลุ่มนี้ประมาณ 60 % ของประชากร กลุ่มนี้จะเป็นพวกที่ตกอยู่ในเรื่องของ Digital Divide ซึ่งเป็นพวกที่ตกอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถหา ความรู้ และบริการ e-Government
ประชาชนจะได้อะไร จาก E-government
                - สร้างโอกาสให้ประชาชนได้เลือกใช้บริการที่หลากหลายผ่านอินเทอร์เน็ต
                - ประชาชนได้รับบริการจากรัฐที่ดีขึ้น
                - รัฐให้ข้อมูลกับประชาชนได้ มากขึ้น
                - ลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลและบริการของรัฐ
                - ลดความยุ่งยากของกฎเกณฑ์ เพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน

บทที่ 8 E-marketing


บทที่ 8 E-marketing
E-Marketing ย่อมาจากคำว่า Electronic Marketing หรือเรียกว่าการตลาดอิเล็กทรอนิกส์หมายถึงการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทีทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งาน เข้ามาเป็นสื่อกลาง
ข้อดีของ E-Marketing เมือเทียบกับสื่ออื่น
1. เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้ าหมายมากกว่า 800 ล้านคน 225 ประเทศ 104 ภาษา
2. สามารถวัดผลได้แม่นยำกว่าสื่ออื่น
3. ราคาลงโฆษณาถูกกว่าเมือเทียบกับสื่ออื่น
4. จำนวนผู้ใช้สื่อนี้เพิ่ม ขึ้น เรื่อยๆ
5. คุณภาพของผู้ใช้มีมากกว่าสื่ออื่น
เปรียบเทียบกันระหว่าง 2 โมเดล
Click & Click
ข้อ ดี
ต้น ทุนต่ำ ใช้คนน้อง (คนเดียวก็ทำได้)
เริ่ม ต้น ได้ง่าย
เปิดกว้างมากกว่า
ไม่ต้องมีความชำนาญมาก ก็เริ่มทำได้
ข้อ เสีย
ขาดความชำนาญ
สร้างฐานลูกค้า ใหม่
รองรับลูกค้า Online ได้อย่างเดียว
ความน่าเชื่อถือน้อย


Click & Mortar
ข้อ ดี
มีความเชียวชาญ
มีลูกค้า อยู่แล้ว
น่าเชื่อถือ
รองรับลูกค้า ได้ online และ Offline
ข้อ เสีย
ต้น ทุนสูง ใช้คนมาก
ใช้เวลาในการจัดทำ
การทำงานต้องยึดติดกับบริษัท

การเริมต้นการตลาดออนไลน์
1.กำหนดเป้าหมาย
2.ศึกษาคู่แข่ง
3.สร้างพันธมิตร
4.ติดตังอุปกรณ์ทีจำเป็น
5.ดูแลและปรับปรุงเว็บไซต์การเริมต้นการตลาดออนไลน์

การร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ
• Online - Offline
• Win – Win – Win Solution

รูปแบบของความร่วมมือ
การแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้า Bartering Model****
การแบ่งรายได้ (Revenue Sharing)
ความร่วมมือทางด้านบุคลากร ทรัพยากรและข้อมูล
สือ และช่องทางในการประชาสัมพันธ์
ได้ทุกอย่าง
ดูแลและปรับปรุงเว็บไซต์อยู่เสมอ
ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้, คู่แข่ง, ตลาด, สภาพแวดล้อม, เทคโนโลยี
เปิดรับความคิดเห็นจากผู้ใช้
ปรับปรุงเว็บไซต์อยู่เสมอ
วางแผน
ปรับปรุง
โฆษณา
ประเมินผล
ก่อนการประชาสัมพันธ์
เช็กว่าตัวเองพร้อมแล้วรึยัง ? ข้อมูล?
สร้างความคึกคัก (ข้อมูล) ของเว็บด้วยตัวเองก่อน
เว็บเรามีจุดเด่นไหม มีอะไรทีจะทำให้ลูกค้ากลับมาอีก ?
หากรู้จักดาราหรือคนดัง ดึงมาช่วยเลย.!
สร้าง logo และ สโลแกนทีน่าสนใจและจดจำ (ใช้ทุกๆหน้า)

การสร้างเอกลักษณ์ของเว็บไซต์ (Web Identity)
การวางคอนเซพท์ของตัวเว็บไซต์
สไตล์การเขียนที􀀯เป็นเอกลักษณ์
มีความสอดคล้องกับแบรนด์สินค้าหรือบริการหลักเว็บไซต์ของ
ลักษณะการออกแบบเว็บไซต์
- การใช้สีสัน
- การวางรูปแบบบหรือเลย์เอาท์
- การใช้โลโก้ที􀀥มีความโดดเด่น

การสร้างให้คนรู้จักและจดจำ Brand ของเว็บไซต์คุณก็เหมือนกับ สร้างความคุ้นเคยของลูกค้าทีมีต่อ
เว็บไซต์ของคุณ

11 วิธีการออกแบบแบนเนอร์ให้ได้ผล
1. ขนาดยิ่งใหญ่ยิ่ง มีโอกาสการคลิกเยอะ
2. เปลียนแบนเนอร์บ่อย (1 แคมเปญ ควรมีอย่างน้อยแบนเนอร์ 2แบบ)
3. ใช้คำพูดดูทีจูงใจ ดึงดูดในแบนเนอร์ เช่นกดที่นี้” “โอกาสสุดท้าย
4. ฟรี.! ยังเป็นคำทีมีอนุภาคมากทีสุด
5. การใช้ภาพเคลื่อนไหว จะมีคนคลิกมากว่า โฆษณาภาพนิ่ง(เคลื่อนไหวอย่างเร็ว)
6. การใช้เซ็กซ์ช่วย.. ยังไงคนก็สนใจ
7. ใช้สีสันโดดเด่น มีคนสนใจมากกว่า สีดำๆ ถมึนๆ
8. การออกแบบทีดี
9. ขนาดไฟล์ของแบนเนอร์ไม่ควรใหญ่จนเกินไป
10.ทำลิงค์ไปหน้าทีต้องการหลังจากกด แบนเนอร์
11.ทดสอบแบนเนอร์ก่อน ขึนจริงๆ

Search Engine Marketing
รูปแบบของ Search Engine
 Natural Search Engine Optimization(SEO)
 Paid Search Advertising(Pay Per Click Advertising)
ข้อดี
ฟรี Traffic
ผู้ชมจะคลิกในส่วนนี้สูงถึง 60-70%
ข้อเสีย
ใช้เวลานานในการขึ้นอันดับ
สามารถเลือกจำนวน keyword ได้จำกัดแค่ 2-5 คำต่อเนื้อหาหนึ่งหน้าของเว็บเพจ
ไม่สามารถรักษาสถานะของอันดับได้แน่นอน
ไม่สามารถวัดค่า ROI ีแน่นอนใช้เวลานานกว่าจะรู้ผลของแต่ละคำ

Paid Search Advertising (Pay Per Click Advertising)
ข้อดี
พร้อมใช้ในเวลาไม่ถึง 15 นาที
แม้ว่า Search Engine จะเปลี่ยนแปลงการจัดใหม่ อันดับของคุณจะคงทีอยู่เสมอ
สามารถเลือกจำนวน keyword ได้ไม่จำกัด
ควบคุมค่าใช้จ่าย และสามารถวัดค่า ROI ได้แม่นยำและใช้เวลาไม่นาน
ข้อเสีย
ต้องเสียเงินทุกครั้งเมื้อมีคนคลิกAd
ต้องใช้ทักษะทีค่อนข้างสูงในการบริหาร Ad

E-Mail Marketing การตลาดผ่านอีเมล์
1. สร้าง Mail Marketing ของตัวเอง
2. ไปยืมรายชื่อคนอื่นๆส่งBlanketMail.com, Briefme.com, Colonize.com,MailCreations.com, TargetMails.com
3. ยิ่งมั่ว หรือ SPAM
4. ไปดูด Email จากแหล่งต่าง website, search engines, whois database,

Raid Marketing (การตลาดแบบจู่โจม)
ใช้คนเป็นจำนวนมากในการเข้าไปสร้างกระแสตามแหล่งต่างๆ ทีมีคนเยอะการทำโพล หรือ แบบสำรวจออนไลน์
ข้อดี
-                   ประหยัดค่าใช้จ่าย
-                   ประหยัดเวลา รวดเร็ว รู้ผลได้ทันที
-                   สะดวก เลือกกลุ่มเป้ าหมายได้ชัดเจน
-                   การได้ข้อมูลมาอย่างสะดวกและรวดเร็ว
-                   การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างสะดวกรวดเร็ว
-                   ต้นทุนในการทำการวิจัยประหยัด
-                   ข้อมูลมีความถูกต้องมากกว่า
-                    
ช่องทางการทำ
ส่งผ่าน E-Mail
ทำผ่านหน้าเว็บไซต์

6 Cs กับความสำเร็จของการทำเว็บ
1.C ontent (ข้อมูล)
ข้อมูลใหม่สดเสมอ
ข้อมูลมีความถูกต้อง
อ้างอิงถึงแหล่งที􀀥มาของข้อมูล
2.  C ommunity (ชุมชน,สังคม) Community คือ การรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ทีอยู่ร่วมกันภายใต้สถานๆ หนึ่ง โดยมีการพูดคุย หรือกิจกรรมร่วมกันภายในสถานทีแห่งนั้น
3.C ommerce (การค้าขาย) Commerce หรือ การทำการค้าขายผ่านเว็บไซต์ ซึงสามารถสร้างรายได้ให้กับเว็บไซต์ได้ เช่น เว็บข้อมูล (Content), เว็บโปรแกรมมิง, เว็บ Community, หรือ เว็บโป๊ ก็สามารถ
ทำ E-Commerce
4.C ustomization (การปรับให้เหมาะสม) C - Customization คือ รูปแบบการให้บริการทีสามารถปรับแต่งการใช้งานให้มีความเหมาะสมกับผู้ใช้บริการภาย ในเว็บไซต์
5.C ommunication, Channel (การสื่อสารและช่องทาง) Communication คือ ช่องทางในการสื่อสาร
และติดต่อกับผู้ใช้บริการในเว็บไซต์ของคุณ จริงๆแล้วสิงทีคุณมีอยู่ในเว็บไซต์คุณคือ ข้อมูล(Content) หรือ บริการ (Service) ซึงเป็นเพียงแค่ช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลหรือบริการเหล่านั้น
-โทรศัพท์มือถือ
- บริการผ่าน WAP
- บริการข้อมูลผ่าน SMS
- PDA
6.C onvenience (ความสะดวกสบาย) การใช้งานง่าย (Usability)
1. "ดู" ง่าย
การวางรูปแบบ (Layout)
รูปภาพ และไอค่อน ( Image & Icon)
ขนาดตัวอักษร (Font) และการจัดหน้า
การออกแบบระบบนำทางที􀀯ดี (Navigation)
มี Site map ในเว็บ
2. "เรียนรู้" ได้ง่าย (easy to learn)
3. "จดจำ" วิธีการใช้งานได้ง่าย
4. "เข้าถึง" ได้ง่าย
5. ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ (efficient to use)
6. การเจอปัญหาและการแก้ไข (Help & FAQ)